VISA เผยพฤติกรรมผู้บริโภค 8 ใน 10 ของคนไทย หันมาใช้จ่ายและชำระเงิน แบบ Contactless มากขึ้น แทนการใช้เงินสด

วีซ่า (VISA) ผู้ให้บริการการ ระบบชำระเงินดิจิตอลระดับโลก เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภคประจำปีของวีซ่า (Visa Consumer Payment Attitudes Study) ที่แสดงให้เห็นว่า 8 ใน 10 ของชาวไทย (79%) เลือกใช้จ่ายในรูปแบบคอนแทคเลส (Contactless Payment) มากขึ้นกว่าเมื่อ 2 ปีก่อน

โดยจากผลสำรวจ ฉบับนี้ศึกษาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อการชำระเงินทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นว่า 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามของชาวไทย โดยคิดเป็น 75% ที่ยังไม่เคยชำระเงินในรูปแบบคอมเทคเลสในปัจจุบัน และมีความสนใจที่จะเลือกใช้วิธีนี้ในอนาคต

นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เห็นคนไทยเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีการชำระรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชำระเงินผ่านบัตรคอนแทคเลส การเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมที่เกิดขึ้นรวมถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภค เกิดจากที่ธุรกิจทุกภาคส่วนช่วยกันให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของประโยชน์ของการชำระเงินในรูปแบบคอนแทคเลส รวมถึงการเพิ่มจุดรับชำระบัตรคอนแทคเลส  ในประเทศไทยวิธีการชำระเงินในรูปแบบคอนแทคเลสยังถือว่าอยู่ในขั้นเริ่มต้น  แต่เราก็ยังมองเห็นแนวโน้มการเติบโตของการชำระเงินด้วยวิธีนี้ เพราะความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และบัตรวีซ่า คอนแทคเลสยังเป็นที่ยอมรับทั่วโลก

เหตุผลที่สำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคใช้วิธีการชำระแบบคอนแทคเลส คือ ไม่ต้องการถือเงินสด (68%) ต้องการใช้นวัตกรรมใหม่ในการชำระเงิน (58%) และเป็นวิธีการชำระที่รวดเร็วกว่าวิธีการอื่นๆ (55%)

เมื่อพูดถึงความถี่ของการชำระเงินในรูปแบบคอนแทคเลสพบว่า มากกว่า 4 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถาม (82%) ใช้บัตรคอนแทคเลสในการใช้จ่ายอย่างน้อย 1-4 ครั้งต่อสัปดาห์

โดยจุดที่คนเลือกใช้จ่ายด้วยบัตรคอนแทคเลสมากที่สุด คือ ระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ (17%) ตามมาด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต (12%) และร้านค้าปลีกต่างๆ (11%)

ในด้านประชากรศาสตร์พบว่า กลุ่ม Gen Y (55%) เลือกใช้การชำระเงินในรูปแบบคอนแทคเลสมากกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่ม Gen X (45%) ที่มีผู้ใช้ระบบการชำระแบบนี้น้อยกว่า นอกจากนี้ ประชากรกลุ่ม Gen Y เลือกชำระเงินในรูปแบบแบบคอนแทคเลสบ่อยครั้งมากกว่า โดย 3 ใน 10 เลือกชำระเงินด้วยวิธีคอนแทคเลสมากกว่า 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่มีเพียง 1 ใน 5 ของประชากรกลุ่ม Gen X ที่เลือกการชำระด้วยวิธีนี้มากกว่า 4 ครั้งต่อสัปดาห์

การขับเคลื่อนของประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสด

การสำรวจโดย วีซ่า (VISA) ในครั้งนี้ยังพบว่า มากกว่า 2 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถาม (43%) บอกว่าพวกเขาถือเงินสดน้อยกว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าการถือเงินสดไปในที่ต่างๆ ไม่ปลอดภัย (65%) เลือกที่จะชำระเงินในรูปแบบคอนแทคเลสมากขึ้น (62%) และจุดสำหรับการเบิกถอนเงินสดหาได้ง่ายขึ้น (62%)

นอกจากนี้ มากกว่า 4 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถาม (82%) สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่พึ่งเงินสดและหันมาใช้การชำระเงินในรูปแบบไร้เงินสดแทนในชีวิตประจำวัน  จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 3 ใน 4 (70%) ใช้ชีวิตแบบไร้เงินสดมากถึง 2-3 วันต่อครั้ง โดย 21% สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่พึ่งเงินสดมากกว่า 1 สัปดาห์แต่ยังน้อยกว่า 1 เดือน ส่วนอีก 9% ที่เหลือสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ใช้จ่ายด้วยเงินสดได้ถึง 1 เดือนหรือมากกว่า

เมื่อพูดถึงแนวโน้มที่มีต่อการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดในอนาคต 7 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย (72%) กล่าวว่า พวกเขาคาดว่าจะเลือกชำระเงินในรูปแบบไร้เงินสดเพิ่มมากขึ้นในปีหน้า ด้วยเหตุผลด้านความสะดวก (69%) ลดความยุ่งยากในการใช้จ่ายด้วยเงินสด (62%)  และความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นกับวิธีการชำระเงินในรูปแบบไร้เงินสด (51%)

นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยยังมีความมั่นใจที่จะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งสองในห้า (38%) เชื่อว่าพวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้มากกว่า 1 เดือนโดยไม่พึ่งพาการใช้เงินสด โดยส่วนใหญ่กว่า 6 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถาม (58%) เชื่ออยู่ว่าพวกเขาสามารถอยู่โดยไม่ชำระเงินผ่านเงินสดได้เพียง 24 ชั่วโมง

หากถามว่าเมื่อไรที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด 40% ของกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าน่าจะใช้เวลาระหว่าง 2-5 ปี  27% คิดว่าอาจจะใช้เวลาประมาณ 6-10 ปี และที่น่าสนใจคือ 7%เชื่อว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดภายในปีหน้า

กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการพัฒนาสู่สังคมไร้เงินสด คือ ความสะดวกสบาย (58%)  เพิ่มความสามารถในการวางแผนทางการเงิน (56%) การลดความเสี่ยงจากการโจรกรรม (55%) และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (44%)

“เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีด้านการชำระเงินเป็นตัวแปรสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด”

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือการเข้าถึงและการทำความเข้าใจด้านความต้องการในปจจุบัน และคาดการณ์ถึงความต้องการในอนาคตของผู้บริโภคชาวไทย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *